in ,

[Review] ชวนไปทำความรู้จัก PABLO ชีสทาร์ตสุดฮอต

pablo_01

วันนี้เราจะขอพาทุกคนไปทำความรู้จักชีสชาร์ตสุดฮอต “PABLO Cheese tart” (พาโบล ชีสทาร์ต) ที่บินตรงจากญี่ปุ่นมาเปิดสาขาในเมืองไทย และสร้างปรากฏการณ์ต่อแถวให้กับคนไทยอีกระลอก ซึ่งเราเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังอยากที่จะรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเจ้าชีสทาร์ตแสนอร่อยนี้ ว่าทำไม๊…ทำไมคนถึงฮิตกันจัง

เราขอย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิดของแบรนด์ PABLO กันซักนิดค่ะ เพราะที่มาของแบรนด์นี้ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน

จุดกำเนิด PABLO

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อชายหนุ่มที่ชื่อว่า “มาซามิสุ ซากิโมโต้” (Masamitsu Sakimoto) ได้พยายามคิดค้นสูตรทาร์ตที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร แต่ก็พบกับความล้มเหลวอยู่หลายครั้ง จนอยู่มาวันหนึ่งเขาได้บังเอิญลองชิมเนื้อครีมชีสเยิ้มๆ จากชีสทาร์ตที่ทดลองอบแบบยังไม่เสร็จดีนัก ซึ่งเขาก็ชื่นชอบกับรสชาติและเนื้อสัมผัสนี้มาก จนปิ๊งไอเดียว่าเขาน่าจะลองทำชีสทาร์ตที่ลูกค้าสามารถเลือกความสุกได้คล้ายกับการสั่งสเต็ก ที่มีทั้งแบบ Rare และ Medium ดู

จากจุดเล็กๆ นี้ ถือเป็นการปฏิวัติวงการชีสทาร์ตในญี่ปุ่นก็ว่าได้ค่ะ เมื่อซากิโมโต้ได้เปิดตัวแบรนด์ “PABLO” ซึ่งตั้งตามชื่อของศิลปินชื่อดัง “พาโบล ปิกัสโซ่” พร้อมการเปิดตัวสาขาแรกเมื่อปี 2011 ในย่านอุเมดะ เมืองโอซาก้า ก่อนที่จะดังระเบิดไปทั่วญี่ปุ่น เมื่อลูกค้าต่างพากันต่อคิวยาวเหยียดเพื่อให้ได้ลิ้มลองชีสทาร์ตสุดแปลกใหม่ ต่อมาในปี 2012 ซากิโมโต้ได้ตั้งบริษัท DOROQUIA HOLATHETA ขึ้นมาเพื่อบริหารแบรนด์ PABLO ให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น จนตอนนี้ PABLO ได้ขยายสาขาไปทั่วประเทศกว่า 25 สาขา และไปไกลถึงต่างประเทศ ทั้งเกาหลี ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย


pablo_02

แค่ชีสทาร์ต ทำไมถึงดัง?

เหตุผลที่ทำให้ PABLO ดังระเบิดภายในเวลาไม่กี่ปี คงหนีไม่พ้นเนื้อสัมผัสของครีมเยิ้มๆ ที่หลายคนติดใจ และรสชาติที่หลากหลาย ซึ่งมีทั้งรสออริจินัล, ชาเขียว, ช็อกโกแลต รวมไปถึงรสชาติที่ออกมาตามฤดูกาลต่างๆ ซึ่งนับถึงตอนนี้ PABLO มีรสชาติที่ออกวางขายมากว่า 10 รสชาติแล้วค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นรสชาติที่วางขายแบบจำกัดช่วงเวลา นอกจากนี้ PABLO ก็ไม่ได้ขายแค่ชีสทาร์ตอย่างเดียว แต่ยังมีเมนูชีสอื่นๆ ขายด้วย เช่น ไอศครีมชีสซอฟท์ครีม, เครื่องดื่มปั่น และชากาแฟด้วยค่ะ


pablo_menu

เมนูสำหรับสาขาในเมืองไทย ที่อนาคตจะมีรสชาติใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาอีกกว่า 5 รสชาติ (กดดูรูปใหญ่ได้)

pablo_06

มีขนมแบบอื่นๆ ให้เลือกซื้อด้วย

pablo_08

เครืองดื่มก็มี

ใครเป็นคนนำเข้ามา

ในเมื่อดังขนาดนี้ ก็ไม่แปลกที่จะมีคนสนใจนำเข้ามาขายในไทยค่ะ โดยทาง เครือใบหยก ก็เป็นผู้ซื้อแฟรนไชส์ PABLO เข้ามานั่นเอง โดยมี คุณเบียร์ (ปิยะเลิศ ใบหยก) เดินทางไปพูดคุยกับซากิโมโต้ด้วยตัวเอง ซึ่งคุณเบียร์ก็เล่าให้เราฟังว่าได้ลองทานครั้งแรกที่สาขาชิบูย่าก็ติดใจเลยทีเดียว จึงสนใจที่จะนำเข้ามาทำตลาดในไทยเพราะคนไทยเองก็รู้จัก PABLO เยอะมาก ราคาที่ขายก็แพงกว่าบินไปซื้อที่ญี่ปุ่นเพียง 20-30% (ที่ญี่ปุ่นชีสทาร์ต รสออริจินัลชิ้นใหญ่ราคาประมาณ 741 เยน) ซึ่งที่แพงกว่าก็เพราะวัตถุดิบต้องนำเข้า 100% ส่วนตัวแบรนด์เองก็มีความหลากหลายทั้งในเรื่องรสชาติและโมเดลธุรกิจ เรียกง่ายๆ ว่าสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านได้ตามสถานการณ์เลยค่ะ


pablo_talk

ซึ่งคุณเบียร์บอกว่าต้องนำเข้าทุกอย่าง ตั้งแต่เตาอบโต๊ะ เก้าอี้ จาน แก้วน้ำ หลอด ชุดพนักงาน ฯลฯ กระทั่งน้ำแข็งก็ยังต้องนำเข้าเลยค่ะ

ส่วนสาขาอื่นๆ คุณเบียร์บอกว่ามีแน่นอน พร้อมตั้งเป้าจะเปิดให้ได้ 8 สาขาภายใน 5 ปีต่อจากนี้ โดยสาขาที่ 2 ก็น่าจะได้เห็นกันในปี 2560 ซึ่งก็ยังคงอยู่ในกรุงเทพฯ นี่ล่ะค่ะ ส่วนสาขาอื่นๆ ก็มีดูไว้หลายที่ ทั้งเชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต แต่คงต้องดูกระแสตอบรับในกรุงเทพก่อนค่ะ

งานต่อคิวต้องมา

เหมือนเป็นธรรมเนียมของบ้านเราไปแล้วค่ะ ที่ร้านไหนดังก็ต้องมีกระแสต่อคิวยาวเหยียด ไล่มาตั้งแต่สมัย Krispy Kreme มาจนถึง Garrett Popcorn และล่าสุดก็คือ PABLO ที่ไปตั้งร้านอยู่โซนเดียวกันบริเวณชั้น G สยามพารากอน ก็ฮอตไม่แพ้ใครเหมือนกัน เพราะวันแรกที่เปิดร้านก็มีคนมาต่อคิวเยอะมาก จนสินค้าไม่พอขายกันเลยทีเดียว (เนื่องจากวัตถุดิบมีจำกัด จำเป็นต้องเก็บไว้สำหรับขายในวันอื่นด้วย) คุณเบียร์เล่าว่าแม้จะเป็นแบรนด์ที่ค่าแฟรนไซส์แพงมาก แต่ก็น่าจะสามารถคืนทุนได้ในเวลา 6 เดือน เพราะช่วงแรกที่เปิดร้านก็มียอดขายเฉลี่ยที่ 7-8 แสนบาทต่อวัน ถ้าเสาร์-อาทิตย์ก็สูงถึง 8-9 แสนบาทต่อวันเลยค่ะ (คุณเบียร์กระซิบว่ามีบางวันที่ยอดขายของ PABLO แซงทะลุยอดขายสูงสุดของ Krispy Kreme ด้วย)


pablo_04

ทางร้านจะมีป้ายบอกบริเวณด้านหน้าร้าน หากรสชาติไหนที่หมดก็จะบอกไว้ชัดเจน

pablo_05

วันที่ไปคนยังต่อคิวเยอะพอสมควร

pablo_09

รูปแบบของร้านจะเป็นคาเฟ่ที่มีพื้นที่ให้นั่งทานได้

pablo_10

pablo_11

ลองชิมกัน

ส่วนตัวเราเคยลองทานชีสทาร์ตชิ้นใหญ่ของ PABLO ที่สาขาชิบูย่าครั้งหนึ่งค่ะ แต่เป็นลักษณะร้านแบบคีออส (ซื้อกลับบ้าน) ก็ชอบในความหอมหวาน แล้วก็ครีมชีสที่เนื้อเบามากๆ ค่ะ ถามว่าเลี่ยนไหม แรกๆ ทานแล้วก็ไม่เลี่ยนนะคะ แต่ด้วยความที่ชิ้นใหญ่พอสมควร (ขนาด 15 ซม. ก็ประมาณ 1 ปอนด์ค่ะ) ทานเยอะๆ ก็เลี่ยนนิดนึง


pablo_12

ชาเย็นซักแก้ว

pablo_13

ซึ่งคราวนี้ก็ได้ลองชิมชิ้นใหญ่อีกครั้งค่ะ เป็นชีสทาร์ต รสออริจินัล (Cheese Tart Original) รสสัมผัสนุ่มมากจริงๆ ครีมชีสก็นุ่มมาก ไม่เยิ้มเท่าแบบ mini รสชาติเบามากๆ ไม่เลี่ยนเลย ด้านบนชีสทาร์ตจะเป็นแยมแอพริคอตที่รสเปรี้ยวนิดๆ ช่วยตัดรสชาติได้ดี ส่วนตัวทาร์ตก็จะเป็นแป้งพายบางกรอบค่ะ (ทางร้านแนะนำว่าถ้าแช่ตู้เย็นไปแล้ว ไม่แนะนำให้เอามาอุ่นอีกรอบ ทานเย็นจะอร่อยกว่า)

pablo_14

ส่วนอีกแบบที่ได้เลือกชิมก็คือ PABLO Mini ได้ชิมทั้งสองรสค่ะ ทั้งรสออริจินัล (75฿) กับรสชาขียวมัทฉะ (90฿) ส่วนตัวชอบแบบนี้มากกว่าค่ะ โดยเฉพาะรสชาเขียว เพราะตัวครีมชีสจะรสเข้มข้นกว่า ตัวแป้งทาร์ตเป็นแบบกรุบกรอบเราก็เลยชอบมากกว่า แต่แบบนี้ทางพนักงานแนะนำให้ทานแบบร้อนๆ จะอร่อยกว่านะคะ


pablo_17

ลองของด้วยการซื้อกลับบ้าน

ได้รับคำแนะนำมาว่าถ้าซื้อแบบ PABLO Mini ให้ทานเลยจะอร่อยกว่า (ก็อร่อยจริงๆ) แต่อยากซื้อไปทานที่บ้านด้วย เลยจัดมา 2 ชิ้นค่ะ ไปโน่นนี่กว่าจะถึงบ้านก็เย็นแล้วล่ะ ลองหยิบออกมาเห็นชัดเจนเหมือนกันว่าตัวแป้งนิ่มขึ้น (แต่ก็ยังดูน่ากินอยู่)


pablo_19

pablo_20

นึกได้ว่าเฮ้ย แบบนี้เขาให้กินร้อนๆ ก็เลยลองเอาไปเวฟซัก 30 วิ เผื่อจะเยิ้มๆ แบบที่ร้าน เลยออกมาเป็นแบบนี้ (เศร้า)

pablo_21

ร้องไห้หนักมาก TT

pablo_22

สรุป!

ถ้าจะซื้อกลับบ้านแนะนำก้อนใหญ่ ถ้าซื้อแบบ Mini ทานเลยจะอร่อยฟินกว่า / ชอบครีมชีสเบาๆ ซื้อก้อนใหญ่ แต่ถ้าชอบรสเข้มข้นต้องแบบ Mini


Comments